เข้าค๊าย เข้าค่าย
posted on 20 Jan 2006 23:40 by sesai in hearisayกลับมาจากเข้าค่ายแล้วค่า
อุ หุๆ สนุกมากๆ
ประทับใจสุดจะบรรยายเล๊ย
ประทับใจยังไง สนุกอะไร อยากรู้(ไม่อยากก็จะบอกอยู่ดีล่ะเฟร้ย ) เอ้ามาฟังก๊าน
= วันที่ 18 มกรา =
ตื่นมาแต่หกโมงเช้า...( เช้าสุดของฉันนะเว้ย ปกติตื่นหกโมงครึ่ง ) มาใช้สมอง ที่มีรอยหยักเพียงน้อยนิด มารวบรวมจัดของที่เหลืออยู่ให้เสร็จ กันขี้ลืม XP อาบน้ำ และนั่งกินข้าวประสาคนเฉื่อย จนแม่บ่น แล้วก็ไปขึ้นเวรต่อ... ฮ่วย กินข้าวเสร็จก็ต่อด้วยกิจกรรมการโซ๊ยข้าวเปียก (ข้าวมื้อล่ะหนึ่งจานไม่เพียงพอการใช้พลังงานในตอนเช้า กั๊กกก) แล้วเด้นออกมาปากซอย มารอรถโรงเรียน แต่... เดินมา ทำไมฉันไม่เห็นใครเลย! อย่าบอกนะว่า... รถโรงเรียนไปแล้ววววว! โอ้ พระเจ้ากล้วยช่วยจอร์จ! นี่ฉันอุตส่าห์ตื่นมาแล้ว ยังไม่ทันอีกเร้อ โฮฮฮ
แต่สุดท้ายนั่งเศร้าตั้งนาน ถึงได้รู้ว่า.... รถมันตื่นสาย เอิ้ก ฉันจะบ้าตาย เกือบไม่ได้ไปเข้าค่ายแล้วมั้ยล่ะ เฮ้อสบายจิต จากนั้นก็ไปโรงเรียนแล้วค่อยบึ่งไปภูพาน โอ้เยส ข้าน้อยรอวันนี้มานานแว้วว ก๊ากกก ถูกใจๆ
หลังจากที่นั่งรถมานานเป็นชั่วโมง ก็ถึงอุทยานแห่งชาติภูพาน สวยมากๆ โอ๊ย ฉันล่ะรักธรรมชาติจังแก >.<b พอลงจากรถก็ขนสัมภาระลง ขนใครขนมันน่ะแหละ เอเอามาแค่ไหนก็ขนแค่นั้น แต่น่าสงสารพวกเอามาเยอะ มันโครตหอบฟางเลย(อาการบ้าหอบฟาง... เป็นภาษาท้องถิ่น ล่ะมั้งมันเป็นลักษณะอาการที่ผู้ป่วยชอบขนของมามากกว่าปกติหรือเยอะกว่าชาวบ้านชาวช่องเค้า ) แล้วก็มาลอดปากเสือ ฝุ่นตรึมเลย แสบจมูกเกินบรรยาย พอดีว่าไอเราอยู่แถวหลัง มันอยู่แถวหน้า(เค้าแยกแถวหญิงชายกันจ๊ะ) เลยทักมันหน่อยเดี๋ยวน้อยใจ คนอาร๊าย ขี้งอนอย่าบอกใคร ...แอบเผา เห็นหน้านายแล้วมีแรงขนของขึ้นเยอะเลย (เดี๋ยวนี้เปลี่ยนตำแหน่งเป็นยาชูกำลังแล้วหรือไรไม่ทราบ ฮะๆๆๆ) แล้วก็เริ่มพิธีเปิดกอง ชุดยุวะต้องพยายามไม่ให้เน่าก่อน เดี๋ยวไม่มีใส่วันสุดท้าย วันนี้เข้าฐานทั้งวันเลยตอนกลางคืนก็เดินทางไกลอีก ดาวสวยมากๆๆๆๆ แต่ก็มืดจนหน้ากลัวแฮะ เสี่ยวปี๋กระโดดออกมาจากพุ่มไม้จังเหนื่อยแต่ก็สนุกอีกน่ะแหละ แต่รู้สึกเหมือนจะเป็นไข้แฮะ
=วันที่ 19 มกรา=
ท่าจะเป็นไข้จริงๆด้วย มันร้อนๆหน้า เป็นหวัดน้ำมูกไหล เป็นไข้ ไม่ปวดศีรษะ แถมต้องเข้าภูเขาอีก เฮ้อ 'จารย์แกก็ให้กลับไปที่พักอยู่นะ แต่ต้องบอกไปว่า สบายมากค่า ทั้งๆที่ในใจ... กรูอยากตัย ใครก็ได้ร้อนหน้าชะมัดเลย สรุปต้องช่วยตัวเองด้วยการหาหมวกมาใส่ + ผ้าพันคอชุบน้ำ มาผูกไว้ที่หน้า(เพื่อนมันบอกว่า...แกจะไปปล้นใครวะ) อา~ เย็นสบายดีนักแล แต่ต้องเอาผ้าพันคอมาเทน้ำใส่ตลอด เพราะอากาศร้อน ความชื้นสัมพันน์ต่ำ ผ้าจะแห้งเร็ว
ตอนเย็นมาก็ดีขึ้นแล้ว เฮ้ เย้ๆ แล้วค่อยมาแสดงละคร วันนี้ก็เหนื่อยแต่สนุกอีกเช่นเคย หลับสบายอุรามากๆ
=วันที่ 20 มกรา..วันสุดท้าย=
วันเวลาช่างเร็วจนหน้าใจหาย เฮ้อ ต้องจากภูพานแล้วรึนี่ ตื่นมาออกกำลังกายแต่เช้า(ถูกปลุกด้วยเสียงนกหวีดอันไพเราะมากกก...กัดฟันพูด ) วันนี้อากาศหนาวโครตๆ สมกับเป็นภูพาน ยิ่งแสบจมูกเข้าไปใหญ่ จากนั้นก็กินข้าวเช้า อบรมให้ความรู้เรื่อง ธรรมชาติ กินข้าวเที่ยง มันเป็นส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง แตงโม ไม่หิว...เลยไม่กิน หมายเหตุ: กินข้าวเช้าอย่างกะโซ้ย เลยไม่หิวข้าวเที่ยง

# ถึงนายคนขี้งอน(บุคคลที่ข้าพเจ้าไม่ค่อยง้อ เพราะง้อไม่เป็นขอร้องอย่างอนบ่อยนา)... ตั้งใจกลางเต็นท์ไว้หน้าหอนอนฉันรึไงห่ะ? เต็มสองแบ๊วตาเลย ไอ้ผ้าสีกรมท่าน่ะ สุ๊ดหยอด
# มาฟังตำนานของผานางเมินกันมั้ยทุกทั่น
เริ่มโดยก่อนที่ภูพานจะมาเป็นอุทยาน นานนนน นานมาแล้ว มีแม่สาวคนหนึ่งชื่อ นางแก้ว นางแก้วเนี่ยได้รักกับ ท้าว...ติ๊ด(เซนเซอร์ )..หอม ด้วยที่มันเป็นคำที่ไม่สุภาพเท่าไรนัก ขอเรียกตามที่เค้าเปลี่ยนเป็น คำหอม ล่ะกัน ซึ่งท้าวคำหอมเป็นคนที่ป๊อปมากๆ (สงสัยว่าพวกผู้หญิงคงอยากรู้ว่าหอมจริงรึเปล่า ) แต่ถึงแม้ท้าวคำหอมจะเจ้าชู้ แต่ก็รักปักใจที่นางคำแก้วเพียงคนเดียว รัก...รักมาก เพราะรักนางคำแก้วมาก นายท่านเลยนัดกับนางไว้ที่ผาแห่งหนึ่ง(ซึ่งปัจจุบัน คือ ผานางเมิน นั่นแล) โดยนัดไว้ที่หน้าผา เมื่อเวลาดวงอาทิตย์ตรงกับหัว คือเวลาเที่ยง เอ๊ะ ทำไมนายคำหอมไม่ออกไปเจอนางคำแก้วเองน่ะหรอ? เพราะนางคำแก้วกับนายคำหอมอยู่คนล่ะเผ่ากัน(ชาวอีสานแยกออกเป็นได้หลายนชนเผ่า ) ถ้าฉันจำไม่ผิด นางคำแก้วเป็นคนภูไท ส่วนนายคำหอมเป็น ไทยย้อ นี่แหละ ถ้าจำไม่ผิดนา
อยุ่มาวันหนึ่งนายคำหอมก็มาที่นัดเหมือนกับทุกๆวันที่เจอกันน่ะแหละ จนพระอาทิตย์ตรงหัว.... นางคำแก้วก็ยังไม่มา นายคำหอมก็ยังรอเผื่อว่าเธออาจติดธุระทำให้มาช้า เป็นต้น(เป็นผู้ชายที่สุดยอดจริงๆ ) จนแล้วจนเล่า พระอาทิตย์เลยไปศอกหนึ่งก็แล้ว วาหนึ่งก็แล้ว คำแก้วสุดที่รักก็ยังไม่มา จนนายคำหอมเนี่ยคิดว่า เราคงถูกนางเมินไปซะแล้วมั้งเนี่ย ด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ นายคำหอมก็เดินผ่านใต้สะพานผีผ่าน ที่มีตำนานว่า ถ้าใครเดินผ่านทางใต้สะพานจะตายเพราะปี๋จะเอาไปด้วย แต่นายคำหอมก็ยังจะเดิน นี้แหละเพราะอกหักทำให้คนตาบอด นายคำหอมเดินไปเรื่อยๆจนถึง น้ำตกแห่งหนึ่งก้ได้ตายสมใจอยาก ชาวบ้านเลยเรียกน้ำตกนั้นว่า น้ำตก..ติ๊ดด..หอม แต่ทางการมาเปลี่ยนให้สุภาพขึ้นว่า น้ำตกคำหอม (คอมเมนท์เลยว่าสวยมากๆ )
ส่วนนางคำแก้ว...อันที่จริงก็ไม่ได้เมินอะไรหรอก แต่ระหว่างทางที่เดินนางไปเจอลานแห่งหนึ่ง ที่ดอกไม้ตรึมเลยยยย ตามธรรมดาว่าผู้หญิงกับดอกไม้เป็นของคู่กัน คุณเธอก็เลือกดอกโน้น เด็ดดอกนี้ "อืมม พี่คำหอมจะชอบมั้ยน๊า" "อ๊ะ ดอกนี้ก็สวย อุ๊ย ดอกโน่นก็สวย" เก็บไปเพลินจนลืมเวลา ถึงได้รู้ว่าผิดนัดกับคำหอม แล้วนายคำหอมได้ตายเพราะดันขวางโลกไปเดินใต้สะพานผีผ่าน เธอเสียใจมาก จึงได้ตรอมใจตายไปตาม
ชาวบ้านเลยทำศาลเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ที่บูชารักแก่นางแก้ว คือ ศาลแม่นางแก้ว ซึ่งตั้งอยู่แถบเชิงเขาภูพาน ส่วนลานที่เธอลอยชายอยู่นั้นก็เรียกว่า ลานสาวเอ้ (ให้เราเดาคือ มันย่อมาจากคำว่า โอ้เอ้)
ส่วนฉัน... แหะๆ ก็แอบไปขอพรกับศาลแม่นางแก้วเหมือนกัน อ้อ ลืมบอกไป น้ำตกคำหอม กับ ศาลแม่นางแก้ว ตั้งอยู่ข้างกันเลย โรแมนติกชะมักเหอะๆ ^o^

ไม่ค่อยได้เที่ยวเลย .. เด๋วนี้อ่า
#1 By ๗๗_ (203.188.46.113) on 2006-01-21 00:03